Wine Today
           Wine of the far North
           Vineyard Tour
           Winery & Vineyard
           Gem Cutting Factory
           Tea Plantation
           Hilltribe Village
           Paddy Farming
           Soft Ventures
           Mae Chan Valley Map
Doi Hom Fha Resort
 

Suphot Tangvitoontham and his Mae Chan Winery near the Golden Triangle

เรื่อง: โจ ศรีวารินทร์ / Joe Sriwarin
จากนิตยสาร Wine Today, March 2008

ชื่อ อ.สุพจน์ ตั้งวิฑูรธรรม อาจจะไม่คุ้นหูสำหรับคอไวน์ แต่หากบอกว่าไวน์แม่จัน จากเชียงราย หลายคนอาจจะร้องอ๋อทันที ไวน์แม่จันไม่ใช่ไวน์หน้าใหม่ เซียนไวน์ในเมืองไทยต่างรู้จักดีแต่อาจเพราะอยู่ไกลจึงไม่ค่อยได้เขียนถึง แม่จันไวน์เนอรี่ถือกำเนิดมาไม่น้อยกว่า 7 ปี และไวน์ Napa Mieng Shiraz Reserve 2002 เคยไปคว้ารางวัลจากงาน “Wine Style Asia 2005” ที่ประเทศสิงคโปร์มาแล้ว

Click to enlarge
 
Click to enlarge
 
Click to enlarge
   
         
Click to enlarge
 
Click to enlarge
 
Click to enlarge
   
         
 
 
 
          เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาคณะไวน์ ทูเดย์มีโอกาสเดินทางไปเยือนเม่จันไวน์เนอรี่ ซึ่งในช่วงนั้นเป็นช่วงฮาร์เวสต์หรือฤดูกาลเก็บเกี่ยว สำหรับผู้ที่ไม่เคยมาเยือนแม่จัน เมื่อไปถึงอาจจะรู้สึกว่ากำลังเดินทางไปเกาะที่ไหนสักแห่ง เพราะเมื่อไปถึงหุบเขาแม่จันหรือแม่จันวัลเล่ย์จะเห็นอาณาจักรของแม่จันมีอ่างเก็บน้ำขนาดย่อมขวางกั้นอยู่ ทำให้เข้าใจว่าแม่จันเป็นเกาะ เรือแพไร้เสียงเครื่องยนต์วิ่งมารับและพาคณะของเราไปยังภูเขาที่อยู่ข้างหน้า “เรือใช้แบตเตอรี่ขับเคลื่อนเครื่องยนต์ ทำให้ไม่เกิดเสียง” หนึ่งในคณะของเราแสดงความคิดเห็นในขณะที่เดินทางข้ามอ่างเก็บน้ำมายังอีกฝั่ง ทำให้ทราบว่าดอยแห่งนี้รายล้อมด้วยน้ำส่วนหนึ่ง ที่ท่าเทียบเรือหน้าประตูทางขึ้นไปแม่จันไวน์เนอรี่ดูคล้ายๆกับประตูเมืองลับแลหรือโบราณสถานที่ไหนสักแห่ง ขวามือบนเนินมีบ้านพักสไตล์รีสอร์ทหลังใหญ่ปลูกหันหน้าไปทางอ่างเก็บน้ำ รายล้อมด้วยไร่ไวน์ที่ปลูกลดหลั่นสูงขึ้นตามเนินดอย ทราบว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นของเจ้าของอาณาจักรแห่งนี้ คณะของเราขึ้นรถที่ได้รับการดัดแปลงเหมือนกับที่ใช้กันในสนามกอล์ฟแต่มีขนาดใหญ่กว่า คนขับเหยียบคันเร่งเพื่อไต่ขึ้นเขานำคณะของเราวนเวียนผ่านไร่ไวน์ขึ้นไปสู่ยอดดอย เราผ่านประตูทางเข้าซึ่งมีป้ายเขียนว่า “ดอยห่มฟ้า รีสอร์ทและสปา” เป็นภาษาอังกฤษ และไร่ชา ก่อนจะขึ้นมาถึงอาคารหลังใหญ่ที่สร้างอยู่บนดอยสูง 600 เมตรจากระดับน้ำทะเล และเป็นจุดที่สูงที่สุดของอาณาจักรแม่จัน

บนดอยสูงที่เรามองเห็นเมื่อตอนที่นั่งเรือข้ามอ่างเก็บน้ำรายล้อมไปด้วยสิ่งปลูกสร้าง อาคารสไตล์ล้าน-นาหลังใหญ่ซึ่งใช้เป็นที่ต้อนรับแขกผู้มาเยือน มีห้องอาหารสร้างเป็นเทอร์เรซยื่นออกไปนอกอาคารและใช้เป็นที่ชมวิวด้านล่างและดอยอื่นๆที่ไกลออกไป ภายในมีบริเวณให้นั่งพักผ่อน และมีบริการ WIFI อินเตอร์เน็ต หลังจากที่ลงทะเบียนเข้าพักและรับกุญแจห้องเพื่อนำสัมภาระไปเก็บ เรากลับมาขึ้นรถคันเดิมโดยมีคุณสุพจน์ ตั้งวิฑูรธรรม อาสาเป็นไกด์นำคณะไวน์ ทูเดย์ไปชมอาณาจักรแม่จัน และอธิบายให้คณะทราบว่า ส่วนบนสุดของดอยมีอาคารหลังใหญ่ที่พวกเราเพิ่งไปเช็คอินกันมา บริเวณซ้ายมือเป็นห้องพักสไตล์ล้านนาจำนวน 25 ยู-นิต รวมทั้งพูลวิลล่าซึ่งเป็นที่พักที่หรูที่สุดของรีสอร์ท และมีสปาอยู่ทางขวามือใกล้ๆกับทางเดินไปห้องพัก ส่วนด้านซ้ายมือใกล้ๆกับทางออกของรีสอร์ทมีสระว่ายน้ำ อาคารที่กำลังตกแต่งซึ่งอยู่ใกล้กันจะใช้เป็นเรือนต้อนรับหลังใหม่ โดยจะแยกออกมาจากอาคารใหญ่ที่ต่อไปจะใช้เป็นร้านอาหารและสถานที่พักผ่อนอย่างเดียว ส่วนชั้นใต้ดินจะทำเป็นเซลล่าและไวน์บาร์

คุณสุพจน์นำคณะของเรามายังโรงงานผลิตชาและโรงเจียระไนพลอยซึ่งปลูกอยู่บนดอยที่อยู่ต่ำลงไป มีไร่ชาปลูกแบบขั้นบันไดรายล้อมอยู่รอบที่นี่มีการสาธิตวิธีการเจียระไนพลอย มีพลอยที่เจียระไนเสร็จแล้วและเครื่องประดับพลอยสำเร็จรูปไว้จำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว คณะของเราเพลิดเพลินกับการเรียนรู้วิธีการดูพลอยจากคุณสุพจน์และชมวิธีการเจียระไนพลอย ใครที่มีโอกาสไปเยือนแม่จันไวน์เนอรี่แล้วได้เจอคุณสุพจน์และคุยเรื่องพลอยก็จะทราบว่าคุณสุพจน์นั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องพลอยมากกว่าไวน์ เพราะอาชีพหลักคือธุรกิจค้าพลอย ก่อนที่จะมาจับธุรกิจการผลิตไวน์ แต่ด้วยที่เป็นคนชอบการดื่มไวน์และหลงใหลมนต์เสน่ห์ของไวน์มานานหลายสิบปี กอปรกับได้เดินทางไปเยือนไร่ไวน์ในออสเตรเลียบ่อย ถึงกับนำเข้าไวน์เองเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ทำให้เกิดแรงบันดาลใจว่าหากผลิตไวน์ได้เองก็จะไม่ต้องนำเข้าและจะมีราคาถูกกว่า หลังจากที่ได้มาเชียงรายและเปรียบเทียบกับออสเตรเลียจีงเชื่อว่าบริเวณนี้น่าจะผลิตไวน์ได้ดี เพราะดินฟ้าอากาศไม่ต่างจากออสเตรเลียมากนัก จึงตัดสินใจปลูกองุ่นทำไวน์เอง โดยปลูกองุ่นที่แม่จันเป็นครั้งแรก และต่อมาซื้อที่เพิ่มซึ่งเป็นดอยแห่งนี้ ปลูกองุ่นและปลูกชาไปพร้อมๆกัน รวมทั้งสร้างโรงผลิตชา ซึ่งคุณสุพจน์กล่าวว่าที่นี่มีชาพันธุ์อู่หลงคุณภาพดีและเป็นที่ต้องการของตลาด ส่วนใหญ่จะส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ และชาอู่หลงนี่แหละที่เป็นตัวทำรายได้นำมาผลิตไวน์ เนื่องจากชาสามารถทำกำไรได้เร็วกว่าอีกทั้งเก็บเกี่ยวได้หลายครั้งในแต่ละปี ไม่เหมือนกับการปลูกองุ่นที่นำมาผลิตไวน์ได้ปีละครั้ง

หลังจากที่ได้ชมวิธีการชงชาและชิมชาหลากรสกันแล้ว คุณสุพจน์ได้พาคณะไวน์ ทูเดย์ไปชมไร่องุ่น ซึ่งไร่องุ่นของที่นี่ปลูกกันหลายรูปแบบเพราะพื้นที่แตกต่างกัน และสมัยที่มีฝรั่งเข้ามาช่วยในระยะแรกๆก็ลองผิดลองถูกมาก่อน แต่ปัจจุบันมีคุณพิสุทธิศักดิ์ ซับซ้อน หรืออาจารย์มานพที่รู้จักของคนในวงการไวน์ ทำหน้าที่เป็น viticulturalist หรือผู้เชี่ยวชาญการปลูกองุ่น อาจารย์มานพเคยปลูกองุ่นให้กับไร่ไวน์ทั้งแถบเขาใหญ่และพิจิตรมาก่อนและมาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการไร่ของแม่จันในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ช่วยให้ผลผลิตองุ่นของที่นี่ดีขึ้นกว่าในสมัยที่จ้างฝรั่ง

ไร่องุ่นของแม่จันกระจัดกระจายอยู่ทั่วดอยที่ต่ำลงไป แต่ก็อยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 450-500 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีทั้งไร่เล็กไร่ใหญ่ในพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไป และมีบางไร่ที่อยู่คนละดอยกัน การปลูกองุ่นของที่นี่มีทั้งที่ปลูกแบบขั้นบันไดล้อมรอบดอย และไร่ที่ปลูกบนพื้นราบและเนินที่ลาดขึ้นลงเหมือนกับแถบเขาใหญ่ หรือแหล่งอื่นๆในประเทศไทย มีองุ่นพันธุ์ชีราส (Shiraz) ซึ่งเป็นพันธุ์หลัก ส่วนพันธุ์อื่นนั้นมีเชอแนง บลอง (Chenin Blanc) เทมปรานิโญ่ (Tempranillo) และคาเบอร์เน่ โซวิญยอง (Cabernet Sauvignon) แต่ยังให้ผลผลิตไม่เป็นที่น่าพอใจ ส่วนองุ่นทานผลมีปลูกด้วยเช่นกัน

จากการบอกกล่าวจองอาจารย์มานพ ปัจจุบันที่แม่จันได้ปลูกองุ่นไปแล้ว 200 กว่าไร่ แต่ที่เก็บเกี่ยวได้นั้นมีประมาณ 120 ไร่ นอกเหนือจากที่แม่จันแล้ว คุณสุพจน์บอกว่ายังมีไร่องุ่นชีราสในจังหวัดเพชรบูรณ์อีก 50 ไร่ และที่กาญจนบุรีอีก 80 ไร่

คุณสุพจน์กล่าวเสริมว่า ผลผลิตของปีที่แล้วและปีนี้ดีมาก ซึ่งต้องยกเครดิตให้กับอาจารย์มานพที่ช่วยให้แม่จันสามารถผลิตไวน์ที่มีคุณภาพออกสู่ตลาดได้ คณะไวน์ ทูเดย์ได้เดินชมองุ่นพันธุ์ชีราสในแปลงที่ปลูกแบบขั้นบันไดซึ่งออกผลช่อใหญ่มาก แต่ไม่หนาแน่นเท่ากับแถวเขาใหญ่ ส่วนความหวานนั้นพอสูสี ใบองุ่นเริ่มจะเปลี่ยนสีในขณะที่ผลกำลังสุกเต็มที่ และรอเก็บเกี่ยวในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อนำมาทำไวน์วินเทจ 2008

จากคำยืนยันของมร. แม็กซิม ลอเร (Maxime Laure) ไวน์เมคเกอร์คนใหม่ของแม่จัน ชาวฝรั่งเศส ซึ่งเคยทำงานที่ชาโต แซงต์โล (Chateau St. Lo) ไวน์ชั้นกรอง ครู (Grand Cru) ในเขตแซงต์ เตมิยอง (St. Emillion) เชื่อว่าแม่จันสามารถผลิตไวน์คุณภาพได้ เพราะองุ่นที่นี่คุณภาพดีพอ ไร่ไวน์ที่แม่จันแตกต่างจากที่อื่นๆ เนื่องจากปลูกตามไหล่เขาคล้ายไร่ไวน์ในแคว้นโรน ซึ่งเขาไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนในประเทศไทย และบอกว่าได้ทำไวน์วินเทจ 2007 โดยมีผู้ช่วยเป็นคนไทย ชื่อ คุณวันทนา บุตรสาลี ที่คุณสุพจน์ปลื้มนักว่าเธอเป็นไวน์เมคเกอร์หญิงคนแรกของประเทศไทย คุณวันทนาเรียนจบจากแม่โจ้ ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยไวน์เมคเกอร์ของแม่จันมานานถึง 5 ปี วินเทจ 2007 เป็นวินเทจแรกที่แม็กซิมได้ทำไวน์ที่นี่ ซึ่งจะบรรจุขวดในเร็วๆนี้ อีกทั้งเชื่อว่าจะเป็นไวน์รุ่นที่ดีที่สุดเท่าที่แม่จันเคยผลิตออกมา

หลังจากที่คณะไวน์ ทูเดย์ได้ชมไร่และชิมองุ่นจนพอใจ และเชื่อว่าที่นี่จะเป็นแหล่งผลิตไวน์ได้ดีไม่แพ้แคว้นเขาใหญ่ คุณสุพจน์นำคณะไปชมโรงไวน์ต่อ ซึ่งสร้างในหุบเขาทำให้ไม่สามารถมองเห็นจากดอยห่มฟ้า มองจากภายนอก โรงไวน์ จองแม่จันดูทันสมัย เหมือนเป็นโรงไวน์ขนาดใหญ่ แต่ภายในโปร่งและโล่ง เนื่องจากมีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง ดูคล้ายโรงงานอุตสาหกรรมขนาดย่อม คณะของเราขึ้นไปชั้น 2 ซึ่งมีภาพแสดงการผลิตไวน์ที่จะให้นักท่องเที่ยวที่ไปเยือนเข้าใจขั้นตอนการผลิตไวน์ และมีพื้นที่ให้เข้าไปชมภายในจากจุดดังกล่าวทำให้มองเห็นพื้นที่ภายในโรงไวน์เกือบทั้งหมด โดยไม่ต้องไปเดินให้กีดขวางการทำงานของไวน์เมคเกอร์ ฝ้าเพดานของโรงไวน์ถูกออกแบบคล้ายๆผนังของถ้ำ ซึ่งเข้าใจว่าทำมาจากโฟมซิลิโคนให้แสงสว่างไปทั่ว ฝั่งหนึ่งของโรงไวน์มีถังหมักที่เป็นสเตนเลสสตีลวางเรียงรายอยู่อย่างมีระเบียบ ไวน์เมคเกอร์สามารถเดินขึ้นไปทำงานบนถังได้สะดวก เพราะมีสะพานสเตนเลสสตีลเชื่อมต่อกันเหมือนกับโรงไวน์ทันสมัยทั่วไป ซึ่งคุณสุพจน์บอกว่าถังทั้งหมดนำเข้ามาจากต่างประเทศ และยังมีถังหมักไวน์แบบเปิดทำด้วยซีเมนต์อยู่กลางโรงไวน์ ซึ่งเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีถังหมักแบบนี้ ถังลักษณะนี้มีใช้กันทั่วไปทั้งในประเทศออสเตรเลียและฝรั่งเศส ถัดมาด้านหน้ามีถังไม้โอ๊กเก่าเรียงรายอยู่จำนวนหนึ่ง และมีห้องติดแอร์ปรับอุณหภูมิสำหรับบ่มและเก็บไวน์

เมื่อขึ้นไปบริเวณดาดฟ้าที่มีหลังคา ภายในอากาศถ่ายเทและโล่งสบายอีกทั้งมองเห็นทิวทัศน์ด้านหน้า ในส่วนนี้เป็นพื้นโล่งกว้างขวางมีเคาเตอร์ยาวสำหรับชิมไวน์ ซึ่งสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ครั้งละหลายสิบคนทำให้ได้บรรยากาศไปอีกแบบ

คณะไวน์ ทูเดย์ได้ชิมไวน์ 3 ตัว คือ ไวน์นาปา เมียง 2002 (Napa Mieng Shiraz-Black Beauty) ซึ่งเป็นไวน์ที่ผลิตจากองุ่นพันธุ์ชีราสและแบล็คควีนผสมกัน ไวน์สีคล้ายไวน์โรเซ่เก่า ให้รสชาติของผลไม้น้อยและแอซิดต่ำ เป็นไวน์ที่เหมาะสำหรับคอไวน์ที่เพิ่งหัดดื่ม ตัวที่ 2 คือ นาปา เมียง ชีราส รีเสิร์ฟ 2004 (Napa Mieng Shiraz Reserve 2004) ไวน์สีแดงสด แอซิดพอใช้ แต่ขาดฟรู้ตไปหน่อย บอดี้ปานกลาง เป็นไวน์เกรดกลาง แม้ว่าบอดี้จะดีกว่าตัวแรกแต่ยังขาดความสมดุล ส่วนตัวที่ 3 เป็นตัวท็อปของที่นี่ คือ ชาโต เดอ แม่จัน 2004 (Chateau d’Mae Chan Shiraz Premium 2004) ไวน์เมคเกอร์บอกว่า บ่มโอ๊กนาน 12 เดือน ตัวนี้มีฉลากสีดำและตัวหนังสือสีทองโดดเด่นที่คณะไวน์ ทูเดย์คุ้นเคยดี เนื่องจากดื่มมาหลายครั้ง หลายคนที่ดื่มไวน์ชาโต เดอ แม่จัน 2004 ครั้งแรกแทบไม่เชื่อว่าไวน์ตัวนี้เป็นไวน์ไทย ผมเคยบอกกับคุณสุพจน์เมื่อครั้งที่นำมาให้ดื่มโดยยังไม่ติดฉลาก เนื่องจากยังไม่ได้บรรจุขวดออกวางจำหน่าย ซึ่งผมได้แสดงความเห็นไปว่าเป็นไวน์ที่มีรสชาติดี แม้ว่าบอดี้จะไม่หนักแน่นเหมือนไวน์โลกใหม่ ไวน์ตัวนี้แอลกอฮอล์แค่ 12.5 เปอร์เซ็นต์ เป็นไวน์สไตล์ฝรั่งเศส สมดุลใช้ได้ ผมยกให้เป็นรองแค่ไวน์ชาโต เดส์ บรูมส์ “เลอ เพรสทีจ”

คุณสุพจน์กล่าวกับผมว่ามีเซียนไวน์จากกรุงเทพฯหลายคนไปเยือนแม่จันและได้ชิมไวน์ Chateau d’Mae Chan 2004 ตัวนี้มาแล้ว ซึ่งแต่ละคนต่างออกปากชมว่ารสชาติดี แต่พอกลับไปก็ไม่ได้เขียนถึงเลย ที่นำมากล่าวในที่นี้ไม่ใช่ผมอยากเชียร์ แต่ถ้าหากเป็นไวน์ดีก็น่าจะเขียนถึงกันบ้าง ผมเคยเขียนเยินยอไวน์ขาวของกรานมอนเต้ และยังเชื่อว่าเป็นไวน์ขาวที่ยอดเยี่ยมของไทยในพ.ศ.นี้ แต่นั่นก็เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผม คุณสุพจน์บอกอีกว่ามีนักเขียนชาวออสเตรเลียน ชื่อนาย เดนิส แกสติน เคยเดินทางมาชิมถึงแม่จันและบอกว่าเป็นไวน์ที่ดี แต่ก็ไม่เห็นเขียนถึง ผมไม่เคยแนะนำไวน์ Chateau d’Mae Chan 2004 ให้เพื่อนๆคนไทย เพราะเดี๋ยวจะหาว่าเขาโฆษณาในไวน์ ทูเดย์จึงนำมาให้ชิม โดยปกติแล้วนักเขียนไวน์ ทูเดย์จะเขียนถึงไวน์ดีทุกตัว แต่หากเป็นไวน์ที่ไม่เข้าข่ายก็พยายามจะไม่นำมาเกริ่นให้ยืดยาว สำหรับผมหากได้ชิมแล้วชอบก็ถือว่าเป็นไวน์ดี ผมเอาไวน์ชาโต เดอ แม่จัน 2004 ไปให้เพื่อนฝรั่งที่ทำงานในโรงแรมชั้นหนึ่งชิม ส่วนใหญ่บอกว่าเป็นไวน์ที่ใช้ได้ ถึงแม้จะขาดฟรู้ตและแอซิดไปหน่อย แต่ก็บอกว่าเป็นไวน์ที่ดื่มง่าย บ้างก็บอกว่าไม่ใช่ไวน์ไทยด้วยซ้ำ

คณะไวน์ ทูเดย์รวมกลุ่มกันอีกครั้งที่ระเบียงห้องอาหารในช่วงดินเนอร์เราได้ชิมไวน์ขาวที่เข้าใจว่าผลิตจากองุ่นพันธุ์เชอแนง บลอง ไวน์มีกลิ่นหอมเย้ายวน แม้จะไม่ดรายเท่าเชอแนง บลอง และมาทราบภายหลังว่าเป็นไวน์ขาวที่ผลิตจากองุ่นไร้เม็ด ซึ่งสร้างความประทับใจให้คณะไม่น้อยที่ได้ชิมไวน์ที่คุณสุพจน์บอกว่าทำไว้ดื่มเอง

คุณสุพจน์นำไวน์ Chateau d’Mae Chan 2007 ซึ่งเพิ่งบรรจุขวดมาให้คณะไวน์ ทูเดย์ได้ชิม โดยบอกว่าในปี 2005 และ 2006 นั้นผลผลิตไม่มากพอจึงไม่ได้ทำฉลากนี้ออกมา แต่วินเทจ 2007 เป็นไวน์ที่มร. แม็ก-ซิม ลอเร ไวน์เมคเกอร์คนใหม่เป็นผู้ปรุง และจะนำออกวางตลาดในเร็วๆนี้

Chateau d’Mae Chan Shiraz Premium 2007 ไวน์สีแดงเข้มเป็นประกายให้กลิ่นหอมของผลไม้สุกเปลือกดำ มีกลิ่นโอ๊กโชย บอดี้ปานกลาง โครงสร้างดีและแทนนินสัมผัสได้ หากเก็บต่ออีกสัก 6 เดือนน่าจะนุ่มขึ้น ซึ่งผมชิมแล้วต้องบอกว่าเป็นไวน์ไทยที่ไม่ควรมองข้าม


Top
 
 
 
   
   
   

Mae Chan Winery
23 Moo 9, Ban Pamieng, Tambon Patueng, Amphoe Maechan, Chiang Rai 57110.
Tel. +66(0) 5391 8440  Fax. +66(0) 5391 8441
E-mail: info@maechanwinery.com   All rights reserved
.